การกสิกรรมแบบขั้นบันไดเหมาะอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมวนเกษตร

ประชาชนเริ่มการแลกเปลี่ยนวิชาความรู้ด้วยการเล่าประวัติความเป็นมาย้อนไปของการจัดการทรัพยากรป่าโดยชุมชน ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2530 แต่ว่าความไม่ถูกกันเรื่องทรัพยากรน้ำระหว่างชุมชนในพื้นที่ที่ลุ่มนี้ ยังคงเป็นหลักสำคัญปัญหาสำคัญ โดยเฉพาะชุมชนแม้วที่อาศัยอยู่ในแถบตอนบนของที่ลุ่ม ประชาชนได้นำข้อความสำคัญปัญหาความไม่ลงรอยกันนี้ไปร้องทุกข์กับหน่วยงานบริหารส่วนตำบล (อบต) ซึ่งได้ช่วยไกล่เกลี่ยให้ ชุมชนบ้าน้ำไคร้ได้เชื้อเชิญชุมชนแม้วร่วมโครงข่ายป่าชุมชนในแคว้น และก็ทั้งคู่ชุมชนก็ได้ทำงานด้วยกันปักปันเส้นเขตระหว่างหมู่บ้านทั้งคู่ ตอนนี้บ้านน้ำไคร้ใช้กระบวนการจัดแจงป่าชุมชนที่อนุญาตให้ประชาชนเก็บหาสินค้าจากป่าที่ไม่ใช่สินค้าไม้ เพื่อการบริโภคแค่นั้น (ไม่ใช่เพื่อการขาย) รวมทั้งราษฎรที่ยากแค้นสามารถตัดไม้ท่อนไม้จากป่ามาใช้ได้ถ้าหากมีความสำคัญจริงๆ โดยยื่นขอจากคณะกรรมการหมู่บ้านก่อน
แล้วต่อจากนั้นแผนกเรียนรู้ศึกษางานได้เดินทางถัดไปยังชุมชนบ้านปางยาง ซึ่งตั้งอยู่บนที่สูง ราษฎรทำการกสิกรรมในต้นแบบขั้นบันได แล้วก็ทำกิจกรรมวนเกษตร เพื่อจัดการกับปัญหาด้านความแล้ง ซึ่งได้ผลกระทบส่วนใดส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวลักษณะภูมิอากาศ นอกเหนือจากนี้ ประชาชนยังได้ร่วมในโครงการนำร่องที่ทำโดยมูลนิธิรักษาไทย เปลี่ยนแปลงพื้นที่ปลูกข้าวไร่บนที่สูงเป็นแปลงที่นาข้าวแบบขั้นบันได เป็นวิธีทางการเกษตรที่ใช้ที่ดินลดน้อยลง แม้กระนั้นได้ปริมาณการผลิตเหมือนเดิม เมื่อโครงการนำร่องนี้เริ่มขึ้น มีผู้เข้าร่วมปริมาณ 9 ครอบครัว ซึ่งได้บริจาคที่ดินส่วนเกินให้เอามาทำเป็นป่าชุมชน มูลนิธิรักษาไทยก็เลยได้ติดตามความรู้ความเข้าใจสำหรับเพื่อการเก็บกักคาร์บอนของป่าชุมชนที่ใหม่ รวมทั้งได้ทำให้เห็นว่า เมื่อปลดปล่อยที่ดินว่างเปล่าให้คืนสู่ภาวะป่า พื้นที่พวกนี้มีคุณประโยชน์อย่างมากสำหรับเพื่อการช่วยลดผลพวงของความเคลื่อนไหวสภาพอากาศ

การกสิกรรมแบบขั้นบันไดเหมาะอย่างยิ่งสำหรับกิจกรรมวนเกษตร ครอบครัวที่ร่วมจำนวนมากจะปลูกต้นมะละกอขจุยขจายเอาไว้ภายในแปลงที่นาข้าว นอกจากนั้นยังมีต้นพริก เห็ด และก็ผักประเภทอื่นๆที่ช่วยทำให้ภูมิทัศน์ในรอบๆนี้มองเขียวชอุ่มไปทั่ว เป็นแนวทางเพิ่มแหล่งของกินเพื่อการเลี้ยงชีพ รวมทั้งแนวทางการเลี้ยงชีพ เมื่อได้ผลเสร็จของครอบครัวที่ร่วมโครงงาน เร็วนี้ๆก็แต่งงานอื่นๆมีความสนใจร่วมด้วย เดี๋ยวนี้ปริมาณครอบครัวที่ร่วมทำไร่แบบขั้นบันไดมากขึ้นแทบถึง 40 ครอบครัว จาก 56 ครอบครัวที่มีอยู่ในหมู่บ้าน ทำให้ไหล่เขาในรอบๆนี้ที่กาลครั้งหนึ่ง ดาดไปด้วยคราบจากการไหม้จากการเผาวัชพืชหน้าดิน กลับสู่ภาวะสมบูรณ์บริบูรณ์ ราวกับอาทิเช่นที่ราษฎรคนหนึ่งพูดว่า “ทุ่งนาข้าวเป็นบ้านลำดับที่สองของพวกเรา พวกเราดูแลแปลงข้าวพวกนี้ทุกตารางนิ้วด้วยความใส่ใจเป็นอย่างมาก”

สถานที่ท้ายที่สุดของการไปศึกษาดูงานเป็น อุทยานแห่งชาติภูเขาภูเขาค้าง ในจังหวัดน่าน ในตอนปี พุทธศักราช2547-2551 อุทยานแห่งชาติภูเขาภูเขาติดอยู่ มูลนิธิรักษาไทยแล้วก็สถาบันทรัพยากรธรรมชาติแล้วก็สภาพแวดล้อมบริเวณลุ่มน้ำโขง ได้ด้วยกันปฏิบัติงานโครงงานความร่วมแรงร่วมมือจัดแจงพื้นที่ป้องกัน (Joint Management of Projected Areas,JoMPA) เพื่อปรับปรุงปรับแก้ความร่วมแรงร่วมใจระหว่างสวนแล้วก็ชุมชนให้ดียิ่งขึ้น ในแผนการนี้ทางอุทยานฯ ได้ดำเนินการร่วมกับชุมชนจุดมุ่งหมาย 28 ชุมชน กระทำการปักปันกันเขตพื้นที่ปกป้องแบบมีส่วนร่วม ทำข้อตกลงการใช้ที่ดิน ทำกลยุทธ์จัดแจงทรัพยากรธรรมชาติ และก็สร้างเสริมสมรรถภาพด้านการรักษาและก็การบูรณะทรัพยากรธรรมชาติ โครงงานฯ นี้ได้ช่วยปรับให้ปรุงความสันพันธ์ระหว่างอุทยานแห่งชาติภูเขาภูเขาติดอยู่แล้วก็ชุมชนให้ดียิ่งขึ้น สามารถลดความเคร่งเครียดและก็ความไม่วางใจระหว่างกันที่เคยมีได้ในระดับที่ถูกใจ ตอนนี้อุทยานฯ รวมทั้งชุมชนมีความร่วมแรงร่วมมือกันเยอะขึ้นเรื่อยๆสำหรับเพื่อการดำเนินงานที่มีคุณประโยชน์ด้วยกันของทั้งสองฝ่าย

นิสิตที่ร่วมคนหนึ่งคิดว่า การดูงานคราวนี้มีคุณค่าอย่างมาก ช่วยทำให้นิสิต “คิดในด้านมุมของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่เริ่มโดยชุมชน โดยเฉพาะการจัดการป่าดง” คุณมีความรู้สึกว่ามุมมองนี้ “ยิ่งสำคัญมากขึ้นไปอีก เมื่อพิจารณาถึงทัศนคติของเขตแดนรวมทั้งของภูมิภาคต่อการลดผลพวงของความเคลื่อนไหวลักษณะภูมิอากาศ ซึ่งมีความคาดหมายสูงที่จะให้ประเทศที่กำลังปรับปรุง มีการจัดการในหัวข้อนี้
ศึกษาจากวัฒนธรรมแล้วก็บริบทที่ต่างกัน

การศึกษาดูงานในแต่ละจุด จะมีการสอบถามและก็แลกคุยกับชุมชนเกี่ยวกับแผนงานต่างๆและก็กรรมวิธีจัดแจง ดร.โยเกซ มองเบย์ หัวหน้าโครงงานปริญญาโทสาขาปรัชญาพูดว่า “จุดหมายของพวกเราเป็น เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับที่มีความสำคัญในการรบการปรับตัวต่อกรกับความเคลื่อนไหวสภาพอากาศที่ประเทศอื่นใช้ โดยเฉพาะ คาดหมายให้นิสิตได้มองเห็นแล้วก็ทำความเข้าใจประสบการณ์ รวมทั้งความเพียรพยายามในด้านนี้ที่กำลังเกิดขึ้น “นอกประเทศ” เพราะการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยและก็อินเดียนั้นมีความต่างกันมากมายในหลายบริบท

นิสิตที่มาศึกษางานพูดว่า “ในประเทศประเทศอินเดีย การทำงานด้วยกันอย่างเห็นผล ควรมีกติกาอย่างเป็นทางการที่กำหนดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จะต้องมีภาระหน้าที่จัดการเรื่องหนึ่งเรื่องใดให้ทำสำเร็จ” ระหว่างการไปศึกษาดูงานมีเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยกล่าวถึง การคุยไม่เป็นทางการกับราษฎร เพื่อทำความเข้าใจแล้วก็ให้ความยินยอมพร้อมใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากร นิสิตพวกนั้นถึงกับอึ้งด้วยความสนเท่ห์ใจ พวกเขากล่าวว่า “การจัดการอย่างไม่เป็นทางการแบบนี้ จะไม่ได้เรื่องอย่างแน่แท้ในประเทศประเทศอินเดีย”

ดร.โยเกซ ถามขึ้นว่า “การคุยช่วยได้เช่นไร” ในประเทศประเทศอินเดีย พวกเราจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์หลายประเภท เริ่มด้วยการคุยกันกับผู้มีอิทธิพลสูงที่สุดในชุมชน ทำให้คนผู้นี้เชื่อ แล้วก็เลยให้เขาเป็นผู้กระจายข่าวสารให้ทั่วชุมชน

ประสบการณ์แล้วก็หนทางจัดการนานาประการที่มีอยู่ในกรณีศึกษาต่างๆที่ได้ไปศึกษาเล่าเรียนศึกษางาน ทำให้นิสิตได้ทำความเข้าใจแนวทางป